เดินหน้าชน : โจทย์ของแต่ละพรรค

การเมืองใน 2 พรรคใหญ่ ทั้งจากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่าง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคแกนนำฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.)

มีการขยับขับเคลื่อนในทางการเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มจากพรรค พปชร. ที่มีการประลองกำลังเปิดศึกภายในกันเอง

ระหว่าง กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรค พปชร. กับกลุ่มแกนนำรัฐบาลที่มีหัวเรือใหญ่

คือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ส่งสัญญาณเปิดศึกเขย่าโครงสร้างพรรค พปชร.

โดยเฉพาะเก้าอี้เลขาธิการ พปชร. ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่มีบทบาทยังกุมเสียงและกำหนดความเป็นไปของ ส.ส.ในพรรค ต่อการค้ำยันสถานะของรัฐบาล

ยิ่งช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ที่มีคิวกฎหมายสำคัญๆ ของรัฐบาลจะต้องเสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบ

หากมีการโชว์พลังของ ส.ส.ในกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ให้รัฐบาลเห็นกันอีกรอบ ด้วยสารพัดเทคนิค โหวตสวน งดออกเสียง ตีตกกฎหมายสำคัญๆ ของรัฐบาลไม่ผ่านสภา

อาจถึงขั้นทำให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา หรือประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ส่งผลให้รัฐบาลต้องจบเห่ อยู่ไม่ครบวาระได้เหมือนกัน

แม้ศึกปรับโครงสร้างพรรค พปชร.ในยกแรก ฝ่ายผู้นำรัฐบาลจะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเก้าอี้เลขาธิการพรรค พปชร. ได้ตามเป้าหมาย

จึงเป็นโจทย์สำคัญให้ทั้ง แกนนำพรรค พปชร. และ แกนนำรัฐบาล ต้องเคลียร์ศึกภายในกันเองให้จบลงโดยเร็ว หากยังปล่อยให้ยืดเยื้ออีกต่อไป

ย่อมส่งผลต่อศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ของพรรค พปชร.อย่างแน่นอน เพราะเมื่อระดับนำยังไร้ความเอกภาพ ทั้งการทำงานและทิศทางการเมืองยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

แม้จะมีกลไกและองคาพยพที่มีแต้มต่อทางการเมืองอยู่ในมือ โอกาสชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง คงจะยาก

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) การปรับโครงสร้างพรรคครั้งสำคัญ จะเรียกว่า “ไมเนอร์เชนจ์” “ดิสรัปชั่น” แล้วแต่จะตีความ บนธีม “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ประชาชน”

ทั้งการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค จาก “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ มาเป็น “นพ.ชลนาน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน มานั่งคุมทัพในตำแหน่งหัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านแทน

แต่ที่คนการเมืองให้ความสนใจและต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ การส่งคนรุ่นใหม่ ของ “ครอบครัวชินวัตร” อย่าง “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ลูกสาวคนสุดท้องของ “โทนี่” นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามานั่งในนามประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ของพรรค พท.

การปรากฏตัวของ “อุ๊งอิ๊ง” ถือว่ามีนัยยะการเมือง ทั้งในพรรค พท. และพรรคการเมืองคู่แข่ง ในพรรค พท.การมาของ “อุ๊งอิ๊ง” แปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้

คือ ผู้นำทัพพรรค พท.ที่ชัดเจน ขณะที่พรรคคู่แข่ง อาจมองได้ว่า นี่คือ การทิ้งไพ่เด็ด เพื่อเดินหน้าต่อสู้ในทางการเมืองของ “โทนี่” อย่างเต็มร้อย

ยิ่งการเดินเกมการเมืองของโทนี่ ย่อมไม่ได้มีแค่ไพ่เด็ดและท่าไม้ตาย ทางการเมืองเพียงเท่านี้ จังหวะเวลา และ “ไทม์มิ่ง” จะเป็นตัวหนดว่า

การจะปล่อยหมัดเด็ด หรือท่าไม้ตาย จะออกมาในช่วงใด เพื่อไปสู่เป้าหมายคว้าชัยชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์

แน่นอน การเข้ามานำทัพของ “อุ๊งอิ๊ง” ในพรรค พท. สามารถเรียกเรตติ้งให้พรรคเพิ่มขึ้นได้ แต่โจทย์สำคัญที่ “อุ๊งอิ๊ง” จะต้องเจอและหาคำตอบ

คือ การรับมือกับสารพัดการดิสเครดิตทางการเมือง และโชว์ความสามารถ นอกจากชื่อชั้นของลูกสาว “ทักษิณ” ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจับต้องให้ได้

ที่จะชี้วัดกันในผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป

จตุรงค์ ปทุมานนท์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line ได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้เพื่อไทย เดือด ไม่รู้จะพึ่งใคร ‘รมต.’ เบี้ยวตอบ 3 กระทู้ติดๆ หว่านข้าว-ใส่ปุ๋ยกลางสภา
บทความถัดไป“หมอบุญ” รับอยู่ในรถเบนซ์ของคลิปดังจริง ยืนยัน ขับมาถูกเส้นทาง ไม่ได้สวนเลน ไม่มีรถนำขบวน