‘ไทยภักดี’ แถลงค้านแก้112เหลือแค่โทษปรับ ชี้ เกิดเหลื่อมล้ำ คนรวยจะไม่กลัวหมิ่นสถาบัน

‘ไทยภักดี’ แถลงค้านแก้112ของพรรคก้าวไกล ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์เท่ากับดึงสถาบันมายุ่งการเมือง ส่วนแนวคิด แก้เหลือแค่โทษปรับ ชี้ เกิดเหลื่อมล้ำ คนรวยจะไม่กลัวหมิ่นสถาบัน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. พรรคไทยภักดีออกแถลงการณ์ คัดค้านแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดย ระบุว่า

แถลงการณ์ล่าสุดของพรรคก้าวไกล ที่จะแก้ไขยกเลิกหรือลดโทษ ในการกระทำผิดกฎหมายมาตรา 112 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อจะล้างความผิดให้กับผู้กระทำความผิดมาตรา 112 มีจำนวนมากที่พรรคก้าวไกลได้ไปประกันตัวและให้การสนับสนุน

การที่พรรคก้าวไกลแถลงว่า “ให้เฉพาะสำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์คดีมาตรา 112 รวมถึงกำหนด ให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลทั่วไปนำฐานความผิดนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลั่นแกล้งผู้อื่น หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต” เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งต้องอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง มาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง กับประชาชนโดยตรง เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อสถาบัน โดยที่สถาบันต้องทรงปกเกล้าประชาชนจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สถาบันจะทรงให้สำนักพระราชวังมาเป็นผู้ร้องทุกข์คดีมาตรา 112

การที่พรรคก้าวไกล ต้องการ”แก้ไขโทษของมาตรา 112 ให้จำคุกเหลือไม่เกิน 1 ปี หรือมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ (สำหรับการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์)” เป็นการแก้ไขในทางที่เป็นคุณสำหรับผู้กระทำความผิดจึงมีผลย้อนหลังได้ และการมีโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 1 ปี ตามหลักกฎหมายอาญาทำให้ไม่ต้องรับโทษจำคุกแต่สามารถรอลงอาญาได้ นอกจากนี้การสนับสนุน ให้เหลือเพียงโทษปรับทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมอย่างรุนแรง เพราะคนที่มีเงินเสียค่าปรับ จะกระทำผิดโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้สังคมเป็นสังคมแห่งการด่าทออาฆาตมาดร้าย หมิ่นประมาท ทำให้เกิดการด้อยค่าสถาบันเพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ให้ยอมความกันได้นั้น เป็นการเปลี่ยนสภาพกฎหมายจากคดีอาญาจนเป็นคดีแพ่ง ยิ่งทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย และเหิมเกริมบังอาจกระทำความผิดมากขึ้น

การที่พรรคก้าวไกลแถลงว่าให้ “ยกเว้นความผิด หากเป็นการติชม แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ” และ “ยกเว้นโทษ หากพิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์เรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และ การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

เป็นการเสนอที่ทำลายและลบล้างหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

ทั้งนี้การใช้สิทธิเสรีภาพในการติชมสถาบันโดยสุจริต ตามข้อเท็จจริง ไม่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่เป็นภัยความมั่นคง ไม่ขัดต่อศีลธรรม ประเพณีอันดี ด้วยความเคารพสักการะ ไม่ล่วงละเมิดสถาบันนั้น สามารถทำได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้แต่อย่างใด

พฤติกรรมและเจตนาต่อเนื่องของพรรคก้าวไกลในปัจจุบันและพรรคอนาคตใหม่ในอดีต ตลอดจนคณะก้าวหน้าในปัจจุบัน มีความสอดคล้องกันและเชื่อมโยงกับขบวนการเคลื่อนไหว เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันอย่างชัดเจน รวมถึงการออกแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลในครั้งนี้ด้วย

นับว่าเป็นการกระทำที่เกิดคำถามได้ว่ามีจุดมุ่งหมายล้มล้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ดังนั้นพรรคไทยภักดีขอแสดงเจตนารมณ์คัดค้านแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และขอย้ำจุดยืนเดิมในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พรรคไทยภักดี
4 พฤศจิกายน 2564

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line ได้ที่นี่

บทความก่อนหน้านี้EA ปลื้ม บริษัทหนึ่งเดียวคว้ารางวัลระดับเอเชีย ASA จากผลงานคนไทย เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า MINE SMART FERRY
บทความถัดไปช็อก! ภรรยารองสวป.เครียดใช้อาวุธปืนยิงลูกสาวดับ ก่อนกระโดดแฟลตชั้น 4 ฆ่าตัวตาม